กล้วยหักมุก กล้วยหายากแห่งยุค

กล้วยหักมุก เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประชาชนในแถบนี้ใช้เป็นอาหารมาช้านาน กล้วยเป็นพืชล้มลุก มีอายุหลายปี เมื่อลำต้นโตเต็มที่จะมีความสูงมากกว่า 2 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดินเป็นต้นที่แท้จริง ส่วนลำต้นเทียมที่อยู่เหนือดินนั้นจะมีท่อลำเลียงน้ำทีอุดมไปด้วยยางที่มีรสฝาดและมีความเป็นกรดอ่อนๆ โดยกล้วยหักมุกถือว่าเป็นกล้วยประเภทแตกกอหรือแตกหน่อ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารและรับประทานได้ แต่ไม่นิยมนำมาทานสดๆ เพราะรสชาติจืด ไม่หวาน จะต้องนำมาผ่านความร้อน เช่นต้มหรือย่างก่อนจึงจะมีเนื้อนิ่มและรสชาติอร่อยขึ้น และยังได้รับความนิยมนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตกล้วยฉาบอีกด้วย มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดคือ ชนิดที่มีนวลและไม่มีนวล ในกล้วย 1 เครือ จะมีกล้วยประมาณ 7 หวี หวีละ 12-15 ผล มีผลใหญ่ ปลายผลเล็กเรียว ผลมีรูปทรงเหลี่ยม เนื้อของผลเมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้มฉ่ำนิยมนำไปทำเป็นกล้วยปิ้ง เพราะทั้งสีสวยและอร่อย

กล้วยหักมุก

นอกจากความอร่อยในฐานะกล้วยปิ้งแล้ว กล้วยหักมุกยังมีสรรพคุณทางยา ในการช่วยสมานแผลในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ได้ดี เพราะมีสารแทนนินที่สร้างความฝาดให้ผลกล้วยนั่นแหละครับ ที่เป็นสารช่วยประสานแผลในลำไส้ได้อย่างดี และยังลดการบีบเกร็งของลำไส้ บรรเทาอาการท้องเดิน บางตำรายังนำกล้วยหักมุกดิบมาฝานบางตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผงชงดื่มกับน้ำอุ่นลดกรดในกระเพาะอาหารได้ด้วย ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้ เป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพมากครับ

แต่ถึงแม้ว่ากล้วยหักมุกจะเป็นสุดยอดกล้วยปิ้งหรือกล้วยเผาที่เราๆ นิยมรับประทาน แต่กลับหารับประทานได้ไม่ง่ายเลย เพราะไม่เป็นที่นิยมปลูกมากนัก เพราะการปลูกกล้วยหักมุกนั้น ใช้ระยะเวลานานกล้วยประเภทอื่น และยังให้ผลผลิตน้อย ทำให้เพื่อนๆ เกษตรกรหันไปปลูกกล้วยพันธุ์อื่นมากกว่า เพราะคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจ แต่หากมีเพื่อนคนใด สนใจจะปลูกกล้วยหักมุกเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก ก็สามารถนำไปปิ้งขายได้มูลค่าเพิ่มได้ด้วยนะครับ ทำการตลาดดีๆ รับรองว่ามีผู้บริโภคมาต่อคิวซื้อแน่ๆ ครับ เพราะอะไรที่หายาก คนย่อมต้องการ และย่อมทำราคาได้ดีเสมอ อาจจะไม่น้อยหน้าโตเกียวบานาน่าของประเทศนอกกันเลยครับ

วิธีทำกล้วยหักมุกเผาก็ไม่ได้ยากเย็นเลยครับ ตัดกล้วยออกจากหวีแล้วนำไปล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ใครมีเตาถ่านก็วางปิ้งบนตะแกรงทิ้งไว้จนกล้วยเริ่มปริ แล้วจึงนำมีดผ่ากลางผลปิ้งต่ออีก 8 นาที ราดน้ำกะทิหรือจะทานสุกๆ ร้อนๆ ก็เลิศรสทีเดียวครับ ลองนำไปทำสุกๆ รับประทานกันดูครับ