สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่ https://tarr.arda.or.th/ปี 2565

ต้นว่านเขียวหมื่นปี

ว่านเขียวหมื่นปี หรือว่านขันหมาก บ้างก็เรียกว่า แก้วกาญจนา หรือ อโกลนีมา ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Dumb Cane และ Chinese Evergreen เป็นพืชประเภทไม้ประดับ มีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นสาวน้อยประแป้ง เพราะเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา บ้างก็ว่ามีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะแคริบเบียน ในเอเชียพบมากในประเทศเขตร้อน ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์และจีน ในไทยเราได้รับความนิยมในการนำมาประดับอาคารบ้านเรือนกันมาก และยังมีหลากหลายชนิดทำให้เป็นที่น่าสะสมของนักสะสมต้นไม้ แต่ก่อนนั้นพืชชนิดนี้จะขึ้นตามธรรมชาติในป่าดงดิบที่มีความชื้นทั่วประเทศ และยังมีบางส่วนที่ถูกสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นไม้ประดับและจัดเป็นหนึ่งในไม้สำหรับฟอกอากาศ และด้วยชื่อที่เป็นมงคลทำให้ต้นไม้ชนิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นไม้มงคล นำไปมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ มีนัยยะว่า เป็นการส่งเสริมให้มีอายุยืนยาว ตามชื่อของต้นว่านชนิดนี้ และยังมีความเชื่อว่าหากใครปลูกไว้จะทำให้โชคลาภ สมบูรณ์พูนผลไปด้วยทรัพย์สมบัติอีกด้วย จนถูกขนานนามว่าเป็นราชาใบไม้กันเลยครับ

ต้นว่านเขียวหมื่นปี

ว่านเขียวหมื่นปี เป็นไม้ล้มลุก อวบน้ำ มีใบเขียวชอุ่มทั้งปี มีรากหนาแน่น มีลำต้นตั้งตรงสูงระหว่าง 40-50 เซนติเมตร บางชนิดอาจจะเจริญเติบโตในแนวระนาบกับพื้นดิน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อม  มีใบขนาดใหญ่กว้าง 10-20 เซนติเมตร ยาว 17-35 เซนติเมตร มีก้านใบยาวประมาณ 10-35 เซนติเมตร ใบหนา ก้านใบมีกาบหุ้มอยู่ ออกเป็นกลุ่มแน่น เป็นพุ่มหนา ใบเป็นใบเดี่ยว ฐานใบโค้งมน ปลายใบแหลม กลางใบจะกว้าง ใบสีเขียวและมีลวดลายสีขาวที่มีลักษณะแตกต่างกันไป พื้นใบสีเขียวแก่มีความมันวาว ขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบยาวสีเขียว ใบไม่ค่อยผลัดใบและมีอายุยืนยาวจึงทำให้มีใบหนาแน่น แตกปลีดอกอกมาเป็นสีขาวนวล ยางจากลำต้นหรือก้านใบมีพิษอาจทำให้เกิดอาการคันได้สำหรับคนแพ้ง่าย

ว่านชนิดนี้เป็นพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ระบบรากแข็งแรงโตไว  ชอนไชหาอาหารมาเลี้ยงลำต้นและสะสมธาตุอาหารและความชื้นได้ดี ทำให้ส่งเสริมให้ลำต้นเติบโตแข็งแรงตามไปด้วย และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี จนทำให้เป็นนิยมในการนำว่านเขียวหมื่นปีมาปลูกเป็นไม้ประดับในอาคารบ้านเรือนและสำนักงานต่างๆ เพราะไม่ต้องดูแลมากนักสามารถเลี้ยงในร่มได้ รดน้ำบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อดินที่โคนต้นเริ่มแห้ง และยังไม่ต้องคอยกังวลเรื่องของโรคพืชต่างๆ จนกลายเป็นหนึ่งในต้นว่านที่ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมว่านและต้นไม้

สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่  https://tarr.arda.or.th

พันธมิตร

Chulabook