ต้นหมาก พืชไทย มากประโยชน์

หมากเป็นต้นไม้ไทยสามารถนำผลไปแปรรูปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่นำไปใช้ประกอบพิธีทางศาสนา ใช้เป็นของขบเคี้ยว ใช้ทำยาสมุนไพรทั้งในคนและในสัตว์  จนกระทั่งใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและทำสี เรียกว่านำไปใช้ประโยชน์ได้รอบด้าน ทำให้หมากมีตลาดรองรับที่กว้างสามารถขายส่งออกต่างประเทศได้ในราคาสูง เพื่อนๆเกษตรกรหลายรายจึงหันมาปลูกหมากกันมากขึ้น เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายและสามารถขึ้นได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเรานั่นเองครับ หมากจะแบ่งออกตามลักษณะผลได้ 2 แบบ คือ ผลกลมแป้นผลจะมีลักษณะเป็นลูกกลมและใหญ่กว่าผลกลมรี ทั้งยังมีเนื้อที่แน่นกว่าอีกด้วย ส่วนในแบบที่ 2 นั้น คือ ผลกลมรีจะมีลักษณะผลเล็กกว่าแบบแรก

ต้นหมาก พืชไทย มากประโยชน์

ต้นหมากเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีระบบรากแก้ว มีเพียงแต่ระบบรากฝอยเป็นจำนวนมากที่ใช้ยึดเกี่ยวต้นไว้กับดิน ลำต้นไม่แตกกิ่งสาขา เจริญเติบโตโดยลำต้นจะขยายใหญ่ขึ้น เมื่อหยุดการเจริญเติบโตแล้วถึงจะสูงขึ้นแทน ต้นหมากนั้นจะมีตาหมาก หากตาหมากตายแล้วต้นหมากและผลหมากก็จะตายไปด้วย ใบหมากเป็นใบเรียวยาวขึ้นประปรายทั้งสองฝั่งของต้น ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่ชอบแสงแดดและไม่ชอบพื้นที่ชุ่มน้ำ และถ้าหากเพื่อนๆ เกษตรกรจะปลูกต้นหมากแล้วก็ควรหมั่นดูแลไม่ให้เกิดโรคเพื่อที่จะให้ต้นหมากอยู่ต่อไปได้นานเพราะปลูกครั้งหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นหมากได้นานถึง 10 ถึง 20 ปีเลยทีเดียวครับ

วิธีการปลูกต้นหมากสามารถปลูกได้ด้วยการการเพาะเมล็ดแต่เพียงเท่านั้น เพราะต้นหมากไม่มีกิ่งก้านให้ปักชำได้ การเลือกพันธุ์ต้นหมากเพื่อที่จะเพาะเมล็ดนั้นให้เลือกต้นที่สามารถอยู่ได้นานถึง 10 ถึง 20 ปี เพราะจะมีเปลือกหนาและให้ลูกดกสมบูรณ์ วิธีการเพาะเมล็ดจะต้องเริ่มโดยการเพาะลงแปลงปลูกก่อน โดยให้เตรียมดินในแปลงไว้ใช้เป็นดินร่วนปนดินทรายผสมกับแกลบ จากนั้นก็ขุดหลุมในแปลงประมาณ 6 นิ้ว โดยแปลงควรจะกว้างราว 1 เมตรเพื่อให้สามารถหว่านเมล็ดได้ 600-700 ต้นต่อไร่ เมื่อขุดหลุมเรียบร้อยแล้วก็นำเมล็ดหย่อนลงไปและกลบด้วยดินผสมแกลบ ควรเพาะเมล็ดต้นหมากไว้ในที่โล่งแจ้ง จากนั้นก็นำกาบมะพร้าวมาบังแสงแดดเพื่อไม่ให้แดดโดนต้นอ่อนมากนัก วิธีดูแลเพียงแค่รดน้ำ 2 วันครั้งและหากมีฝนตกจะไม่รดในวันนั้นก็ได้ครับ

เมื่อเวลาผ่านไป 1-2 เดือนผลหมากก็จะงอกออกต้นเล็กน้อย ก็ให้ดูแลต้นหมากด้วยวิธีเดิมแล้วรอเวลาประมาณ 4-5 เดือน มีใบต้นหมากแตกออกก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงชำได้แล้วล่ะครับ เพียงเท่านี้ก็รอเก็บผลผลิตได้เลยครับ

blog.arda.or.th