ทุเรียนหมอนทอง ผลไม้เศรษฐกิจของไทย

ถ้าพูดถึงราชินีผลไม้ไทยให้คิดถึง​มังคุด​ หากพูดถึง​ราชาเเห่งผลไม้ไทยให้ยกให้ทุเรียน เเละสุดยอดทุเรียนในอันดับต้นๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นทุเรียนหมอนทองแล้วล่ะครับ ด้วยลักษณะ​พิเศษที่โดดเด่นของพันธุ์หมอนทองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นก็คือ ​รสชาติหวานมัน อร่อยกำลังดี มีกลิ่นอ่อนไม่แรงเกินไป พูผลกรอบนอกนุ่มใน  เนื้อละเอียดและแห้ง ไม่แฉะติดมือ ด้วยลักษณะเฉพาะนี้เองจึงทำให้หมอนทองเป็นสายพันธุ์ที่​นิยมเป็นอย่างมากเลย

ทุเรียนหมอนทอง ผลไม้เศรษฐกิจของไทย

การปลูกทุเรียนหมอนทองให้ลูกดกในทุกปีนั้น จะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของทุเรียนหมอนทองเสียก่อนครับ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีตรงตามความต้องการมากที่สุด โดยลักษณะทั่วไปของทุเรียนหมอนทองนั้นจะนิยมปลูกในพื้นที่อากาศร้อนชื้นโดยมีอุณหภูมิเพียงแค่ 25-30 องศาเท่านั้นครับแต่ในปัจจุบันก็อาจจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่านั้นแต่ทุเรียนหมอนทองไม่ควรจะปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดและในบริเวณที่มีน้ำขัง ถ้าหากดินระบายน้ำไม่ดีมีโอกาสเป็นโรครากเน่าหรือโคนเน่าได้ง่าย จึงควรที่จะปลูกในดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนทรายที่มีประสิทธิภาพ​ในการระบายน้ำดี

วิธีการปลูกทุเรียนสามารถปลูกได้ 2 แบบ คือ การปลูกแบบขุดหลุมปลูกกับการปลูกแบบไม่ขุดหลุมซึ่งวิธีนี้เหมาะกับสวนที่จัดระบบน้ำไว้แล้วซึ่งอาจจะต้องลงทุนสูงแต่ในระยะยาวก็ถือว่าคุ้มค่าครับ แต่ที่เพื่อนๆเกษตรกรหลายรายนิยมปลูกจะเป็นวิธีปลูกแบบขุดหลุม โดยเริ่มจากการเตรียมพื้นที่ปลูก ที่จะต้องไถพรวนนำเศษรากไม้ต่างๆ ออกจากหน้าดิน ถ้าเป็นพื้นที่ดอนก็ให้ปรับหน้าดินให้เรียบร้อย จากนั้นก็ให้ขุดหลุมโดยมีความลึกด้านละ 50 เซนติเมตรและเว้นความห่างระยะแถวฝั่งละ 9 เมตร เพื่อให้ปลูกทุเรียนหมอนทองได้ถึง 20 ต้นและง่ายต่อการดูแลและเก็บเกี่ยวผลิตผล จากนั้นก็ให้เตรียมต้นพันธุ์ที่ปราศจากวัชพืช กรีดถุงที่ห่อหุ้มรากไว้ออก ถ้าพบรากงออยู่ก็ให้ตัด การนำถุงออกจะต้องระวังไม่ให้ดินที่ปกคลุมรากไว้หลุดออกไปด้วยเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อรากพันธุ์ได้ และก่อนจะนำต้นพันธุ์ลงหลุมก็ให้นำดินที่ขุดขึ้นมานั้นผสมกับปุ๋ยคอกโดยให้มีปริมาณถึง 5 กิโลกรัม เทดินลงไปรองก้นหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุมจากนั้นก็นำต้นพันธุ์ลงหลุมและกลบหน้าดินให้เรียบร้อย พร้อมกับปักไม้ค้ำจุนโคนต้นและหาทางมะพร้าวมาบังแสงแดดไม่ให้รบกวนต้นพันธุ์ที่ปลูก จากนั้นก็บำรุงดูแลรอให้ต้นพันธุ์โต ใส่ปุ๋ยรดน้ำให้เพียงพอและรอเก็บเกี่ยวผลผลิตกันครับ

blog.arda.or.th