ปลาหมอ ปลาพันธุ์จัมโบ้ โตไวทันใจสุด

ปลาหมอ ปลาไทยตัวจัมโบ้ ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากหน่วยงานในสังกัดของกรมประมง เลี้ยงแบบปลอดสารพิษ ทนทานสะท้าหนาวสะท้านร้อน เลี้ยงได้ในน้ำจืดทุกสภาพบ่อ แม้ว่าน้ำมีน้อยหรือน้ำแห้งก็ยังสามารถอยู่รอดได้ทนนาน เพราะสามารถหายใจผ่านช่องหายใจใต้ตาได้ แตกต่างจากปลาหมอธรรมชาติในยุคเก่าก่อน ที่เราจะหาได้ตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีขนาดตัวจิ๋วกว่านี้ ขยายพันธุ์ยาก กว่าจะโตต้องใช้เวลานานมากและที่สำคัญคือโอกาสรอดชีวิตน้อยมากครับ

เมื่อพัฒนาพันธุ์จนทนทานและได้ขนาดที่ตลาดต้องการ อีกทั้งเนื้อปลาหมอไทยเราในปัจจุบันยังมีเนื้อปลาที่หนานุ่มและมีความแน่น คุณภาพเยี่ยม ได้ชื่อพันธุ์ว่า “ปลาหมอชุมพร1”  เพราะพัฒนาพันธุ์ได้ที่จังหวัดชุมพร ปลาหมอพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวถึงตัวละ 300-350 กรัม ทำให้เพื่อนๆ เกษตรกรที่เลี้ยงขายได้ราคาดีตามน้ำหนัก และทีเด็ดกว่านั้นคือการประหยัดพื้นที่ในการสร้างบ่อ เพราะปลาชนิดนี้สามารถเลี้ยงแบบหนาแน่นได้ สามารถปล่อยปลา 30 ตัวต่อ 1 ตารางเมตรเลยครับ

ปลาหมอ

การเลี้ยงปลาหมอชุมพรเพื่อนำไปขาย จะต้องวางแผนเรื่องบ่อเป็นสิ่งแรกเลยครับ จะให้ดีควรอยู่เลือกทำเลที่มีต้นทุนน้ำดี ใกล้แหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำในทุกฤดูกาล ดินในบริเวณควรมีดินเหนียวที่เก็บน้ำได้ดี สามารถรับน้ำได้ประมาณ 6 เดือน เมื่อได้ที่ทางเรียบร้อย ขุดบ่อลึกราวๆ 2 เมตรเสร็จก็ต้องปรับสภาพดินด้วยปูนขาว 150 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ แล้วตากไว้ประมาณ 20 วัน เพื่อกำจัดเชื้อโรค หลังจากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้มีปริมาณน้ำสูงระดับ 75 เซนติเมตร คันบ่อให้ล้อมด้วยอวนให้มีความสูงประมาณ 1 เมตรเพื่อกั้นไม่ให้ปลากระโดดออกจากบ่อ

หลังจากเติมน้ำไปในบ่อรอบแรก ให้ทิ้งระยะไว้ 3 วัน ก่อนจะนำปลาหมอมาปล่อยในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น แล้วปล่อยน้ำเข้าบ่อเพิ่มอีกให้มีปริมาณน้ำสูงประมาณ 120 เซนติเมตร แล้วเติมน้ำไปอีก 20 เซนติเมตร เมื่อปลาอายุได้ 2 เดือน และเติมเป็นระดับความสูง 180 เซนติเมตรเมื่ออายุ 3 เดือน แล้วเติมน้ำให้เต็มเมื่อปลาอายุ 4 เดือน แล้วก็รอจับส่งขายได้เลยครับ

การเลือกซื้อหาพันธุ์ก็ต้องเลือกจากพ่อแม่พันธุ์ในฟาร์มที่ที่ได้รับการยอมรับ ขนาดลำตัวราว 3 เซนติเมตร ราคาไม่เกินตัวละ 1 บาท เพศเมียจะได้ผลผลิตที่ดีกว่า เพราะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวผู้ การให้อาหารก็ปรับง่ายๆ ครับ ก่อนครบ 1เดือน ให้อาหารลูกอ๊อด เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว เปลี่ยนเป็นให้อาหารปลาดุกเบอร์ 1 วันละ 3 เวลา พอครบ 2 เดือน ก็ลดการให้อาหารเหลือเพียงวันละ 2 เวลา แล้วปรับอาหารเป็นอาหารปลาดุกเบอร์ 2 แทน เลี้ยงแบบนี้จนกว่าจะครบ 5 เดือน เพื่อจับออกขายครับ

ส่วนเรื่องของการถ่ายน้ำ และเทคนิคการป้องกันโรคต่างๆ อาจจะต้องศึกษาเพิ่มกันอีกเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเลี้ยงกันนะครับ กระซิบบอกอีกนิดครับ ว่าราคารับซื้อหน้าบ่อในปัจจุบันประมาณกิโลกรัมละ 120 บาทเลยนะครับ

blog.arda.or.th