ไก่บ้าน หายาก รสชาติดี

ไก่บ้านนั้นเป็นพันธุ์ไก่ที่มาจากประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย นิยมเลี้ยงไว้ตามบ้านเพื่อนำมารับประทานเป็นอาหาร และแพร่พันธุ์มายังประเทศไทยที่นิยมเลี้ยงไก่บ้านกันเพื่อบริโภคเนื้อและไข่ บ้างก็เอาไว้ขายด้วย แต่หลายบ้านมักจะเลี้ยงไว้โดยวิธีปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติตลอดเวลา ไม่มีการกักบริเวณไก่ไว้ดูแล ทำให้ไก่อาจจะสูญหายไป แต่ไก่บ้านนั้นเป็นไก่ที่ออกไข่ได้น้อยเฉลี่ยประมาณ 60-70ฟองต่อปี ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนิยมเลี้ยงไก่บ้านเพื่อทานเนื้อมากกว่า

เนื่องจากในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยมีใครเลี้ยงไก่บ้านกันจริงจังสักเท่าไร แต่กลับได้รับความนิยมในการบริโภคกันมากขึ้น หากใครกำลังมองหาวิธีจะเลี้ยงไก่บ้านแบบจริงจังอยู่ก็น่าสนใจไม่น้อยกว่าไก่สายพันธุ์อื่นเลยครับ โดยรสชาติของเนื้อไก่บ้านนั้นมีรสชาติที่อร่อยและไม่เหนียวจนเกินไป ส่วนใหญ่นิยมนำมารับประทานกันในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น

ไก่บ้าน

ไก่บ้านนั้นจะมีลักษณะหลากหลายสีสันในตัวเดียว โดยหากเป็นตัวผู้แล้วจะมีขนปกคลุมไปตลอดทั้งตัวและมีสีดำแดงเหลืองทองแต่งแต้มอยู่ตามร่างกาย รวมทั้งมีจะงอยไก่สีแดงบุคลิกดีลำคอตั้งตรงมีคอยาวกว่าตัวเมีย แต่ถ้าเป็นตัวเมียแล้วขนาดตัวจะอวบและเตี้ยกว่าตัวผู้มีหลากหลายสีสันเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่จะมีสีดำเทา สีเหลืองทองตลอดทั้งตัว หรือบ้างก็จะมีสีขาวอยู่ด้วยครับ

วิธีการเลี้ยงไก่บ้านนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากไก่ชนิดอื่นมากนัก หากเริ่มจากการนำแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์มาเลี้ยง นอกจากจะให้อาหาร ข้าวเปลือกผสมกับใบเตยและข้าวโพดแล้ว ยังสามารถให้ไก่บ้านออกไปหาอาหารกินเองได้ จากนั้นก็เพียงแต่เตรียมน้ำสะอาดไว้เท่านั้น แต่ถ้าเป็นลูกไก่ก็ให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ด

แต่สำหรับเพื่อนๆ เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงไก่บ้านเพื่อขายเชิงพาณิชย์นั้น อาจจะวางแผนกันมากขึ้นอีกนิด ทั้งเรื่องของการจัดสร้างโรงเรือนที่เหมาะสมตามลักษณะของฟาร์มคุณภาพ การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ต้องเน้นตัวที่มีน้ำหนักตัวมากเมื่อโตเต็มที่เพื่อที่เราจะขายได้ราคาสูงตามไปด้วย และโตไว เพื่อที่เราจะได้ขายได้เร็วขึ้น การเลี้ยงก็ยังคงเลี้ยงตามวิถีธรรมชาติ ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดหาอาหาร หรืออาจจะนำเศษอาหารที่เราทานเหลือๆ มาให้ไก่ที่เราเลี้ยงจิกกินบ้าง ข้อดีของการเลี้ยงไก่บ้านคือไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนค่าอาหาร และเป็นไก่ที่ทนต่อโรคต่างๆ ได้ดี จะฉีดวัคซีนเฉพาะลูกไก่เท่านั้น พอไก่ตัวเมียน้ำหนักราวๆ 2 กิโลกรัม และตัวผู้มีน้ำหนักซัก 3 กิโลกรัม ก็สามารถจับมาชำแหละขายได้ราคางามๆ แล้วครับ