สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่ https://tarr.arda.or.th/ปี 2565

ต้นมะฮอกกานี เนื้อไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

ต้นมะฮอกกานี เป็นต้นไม้สูงใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง พบเห็นในบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงทางฝั่งอเมริกาใต้ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการค้นพบต้นมะฮอกกานีครั้งแรกนั้น ค้นพบในป่าอะเมซอนซึ่งเป็นป่าเขตร้อนทางทวีปอเมริกาใต้ เป็นป่าร้อนชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่พบมากในป่าธรรมชาติในประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์และรัฐฮาวายของประเทสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยมีการนำต้นไม้มะฮอกกานีมาปลูกในจังหวัดเพชรบุรีเป็นที่แรก ความโดดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้ คือ เป็นไม้สูงใหญ่ที่มีอายุยืนอยู่ได้นับร้อยปี และยังเป็นไม้ที่สำคัญต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่าอีกด้วย โดยสัตว์ป่าบางชนิดจะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และผลของต้นมะฮอกกานีรวมทั้งดอกยังเป็นอาหารของผีเสื้อ และแมลงกลางคืน รวมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด

ต้นมะฮอกกานี เนื้อไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

ประโยชน์ของต้นมะฮอกกานีนอกจากให้ร่มเงาเป็นแนวกันลมแล้ว เนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงเข้ม เนียนเรียบ ผิวลื่น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ผลิตเป็นเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ เช่น กีต้าร์โปร่ง วงกบประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูพื้น และอัดเป็นไม้วีเนียร์เพื่อตกแต่งภายใน ด้วยความโดดเด่นของเนื้อไม้ ที่สามารถขัดเงาได้ง่ายและมีสีสวย นอกจากนี้เปลือกไม้จากลำต้นมะฮอกกานียังมีสรรพคุณทางยาช่วยลดไข้ กระตุ้นให้เจริญอาหาร และสมานแผลได้อีกด้วย ขณะเดียวกันต้นไม้ชนิดนี้นิยมนำมาปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม เป็นหนึ่งในไม้ที่ใช้ในโครงการป่า และยังนิยมปลูกเพื่อใช้เป็นร่มเงาให้แก่ต้นไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ในไร่ เช่น กาแฟและโกโก้

ต้นมะฮอกกานีเป็นต้นไม้สูงใหญ่ มีความสูงได้ถึง 40 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นประมาณ 3-4 เมตร เนื้อไม้หนาแข็งแรง สามารถปลูกเพื่อบังลมและพายุได้ ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบขนนก ใบอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน และสีแดงอ่อน เมื่อใบแก่เต็มที่จะมีสีเขียวเข้ม ปลายใบเรียวยาว ดอกมีสีขาวอมเหลือง ให้ผลแข็งเหมือนเนื้อไม้ ผลมีสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแข็ง

ต้นมะฮอกกานีเป็นพืชในเขตร้อนชื้น เจริญเติบโตได้ดีเมื่อปลูกในระดับความสูงต่ำกว่า 600 เมตร มีอุณหภูมิตอนกลางวันเฉลี่ย 20 – 30°c แต่สามารถทนทานต่อภูมิอากาศได้ตั้งแต่ 11 – 39°c มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี 2,000 – 4,000 มม. การเลี้ยงต้นกล้าควรเลี้ยงในพื้นที่ที่มีแสงรำไร เมื่อต้นกล้าเติบโตจึงให้รับแสงเพิ่มขึ้นเต็มที่  ดินในแปลงเพาะปลูกควรเป็นดินร่วน ระบายน้ำได้ดี อุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ ค่า pH 6.5 – 7.5 การปลูกควรเว้นระยะ 10 x 3 เมตร เพราะเป็นไม้ที่ต้องการแสงมาก ต้นไม้จะเริ่มให้ผลปีละครั้งเมื่ออายุ 15 ปี และมีอายุยาวประมาณ 30-35 ปี

สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่  https://tarr.arda.or.th

พันธมิตร

Chulabook