สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่ https://tarr.arda.or.th/ปี 2565

ต้นเหลืองเชียงราย ถิ่นกำเนิดอยู่แดนไกล

ต้นเหลืองเชียงราย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Handroanthus Chrysotrichus   เป็นต้นไม้ที่อยู่ในสกุล Tabebuia ที่มีต้น เหลืองปรีดิยาธร หรือ Silver Trumpet Tree ซึ่งมีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Tabebuia Argentea Britt. อยู่ในสกุลเดียวกัน ไม้ชนิดนี้จะมีฝักและออกดอกเป็นกระจุกที่ปลายยอด แตกต่างจากต้นเหลืองอินเดียที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tabebuia Chrysantha ที่จะออกดอกบานสะพรั่งหนาแน่นเต็มต้นและไม่มีฝัก ซึ่งหลายคนแอบคิดว่าต้นไม้ทั้ง 3 ชนิดนั้นคือไม้ชนิดเดียวกันหรือไม่เพราะพบว่ามีดอกสีเหลืองงดงามคล้ายกัน แต่ไม้เหล่านี้ยังมีข้อแตกต่างกันที่สามารถสังเกตได้

ต้นเหลืองเชียงราย ถิ่นกำเนิดอยู่แดนไกล

แม้ว่าไม้ชนิดนี้จะมีชื่อว่าเหลืองเชียงรายแต่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดตามชื่อ เพราะอันที่จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใต้ และดอกไม้สีเหลืองเจิดจรัสนี้ยังถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติของบราซิลอีกด้วย กระจายพันธุ์ไปยังประเทศเขตอบอุ่นทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยเรานั้นได้มีการนำมาปลูกในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ในจังหวัดเชียงรายได้นพมาปลูกเป็นทิวแถวตามแนวสองข้างทางสัญจรเดินรถ จนเกิดดอกบานสะพรั่งงามตา เป็นที่มาของชื่อ “เหลืองเชียงราย” แม้ว่าจะมีอีกหลายพื้นที่นำมาปลูกและบานสะพรั่งงดงามเช่นกัน

ต้นเหลืองเชียงรายโดยทั่วไปจะมีความสูงระหว่าง 3-6 เมตรโดยประมาณ จัดเป็นไม้ขนาดเล็กและเป็นไม้ผลัดใบ มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว ทนแล้งได้ปานกลาง หากได้รับแสงแดดจัดและแห้งแล้งจะทำให้ผลิดอกจำนวนมากและสีของดอกเจิดจ้าสวยงามมาก แต่ลำต้นจะไม่สูงใหญ่นัก หากในปีใดที่ฝนตกชุก ดินมีความชุ่มชื้นสูงจะไม่ค่อยมีดอกมากนัก เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลม สามารถปลูกเพื่อเป็นแนวกันลมได้ดี ใบเป็นใบประกอบลักษณะคล้ายนิ้วมือที่มีใบย่อยทรงไข่กลับ 5 ใบ โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบเป็นคลื่น ผิวใบไม่เรียบและมีขนอ่อนปกคลุมบางๆ มักจะออกดอกเป็นช่อสีเหลืองสดที่ปลายกิ่งเป็นกระจุก กลีบดอกมีลักษณะคล้ายแตรหรือลำโพงกระจายเสียง ผิวเนื้อของกลีบดออกมีผิวย่น บริเวณฐานรองดอกจะมีขน ออกดอกในช่วงกลางฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน  ให้ผลสีน้ำตาล แห้ง ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมากที่สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้

การขยายพันธุ์ต้นเหลืองเชียงรายสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งตอนหรือเสียบยอด ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน มีน้ำพอประมาณ ไม่ค่อยมีแมลงและโรคพืชที่รุนแรงมารบกวนนัก โดยส่วนใหญ่มักนิยมปลูกเพื่อเป็นแนวกันลม ให้ร่มเงาในพื้นที่ โดยได้ของแถมเป็นดอกสีเหลืองสวยตามมา

สามารถสืบค้นผลงานวิจัยและองค์ความรู้การเกษตร ได้ที่  https://tarr.arda.or.th

พันธมิตร

Chulabook