โครงการทุนปริญญาตรีเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่

หมากเหลือง ไม้มงคล เรืองลาภ

หมากเหลืองเป็นพืชที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับไว้ตามบ้านเรือน หมากเหลืองนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากหมู่เกาะมาดากัสการ์ ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะกับพืชตระกูลหมาก อย่างในประเทศไทยเรานิยมปลูกหมากเหลืองเป็นไม้ประดับสวน เพราะหมากเหลืองให้ใบสีเหลืองอมเขียวสีสวยสดใส ทั้งยังมีความเชื่อว่าหากปลูกหมากเหลืองไว้ในบ้านแล้วจะทำให้เกิดโชคลาภแก่สมาชิกในบ้านและเป็นที่นับหน้าถือตาแก่ผู้พบเห็น

เรียกว่าเป็นหนึ่งในไม้มงคลเรียกทรัพย์ จึงกลายเป็นพืชมงคลที่นิยมปลูกกันเยอะมากในไทย และสามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นหมากเหลืองไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำก้านของหมากเหลืองไปใช้ในการตกแต่งประดับประดาดอกไม้ในงานเทศกาลต่างๆ หรือผลของหมากเหลืองนั้นยังใช้เป็นพืชสมุนไพรบำบัดโรคบางประการได้อีกด้วยครับ

หมากเหลือง ไม้มงคล เรืองลาภ

หมากเหลืองเป็นต้นไม้สูงโปร่ง แต่มีความสูงไม่มากนัก ลำต้นมีทรงกลมลักษณะเป็นข้อปล้องแต่กิ่งก้าน เป็นกอ ลำต้นมีสีเขียวปนเหลืองและมีสีขาวปกคลุมอยู่เล็กน้อยหมากเหลืองนั้นสามารถโตและสูงได้ถึง 8 เมตร ใบของหมากเหลืองจะมีลักษณะเป็นใบแบบขนนกมีสีเขียวอมเหลืองใบยาวเรียวเล็กคล้ายกับใบปาล์ม ดอกของหมากเหลืองจะมีดอกสีขาวและเป็นดอกที่มีเพศผู้และเกสรตัวเมียแยกออกจากกัน ให้ผลเป็นช่อ ลักษณะผลเป็นรูปกลมรีมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองอมส้มและเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงอมดำ ภายในผลมีเมล็ดซ่อนอยู่ผลละ 1 เมล็ด ซึ่งสามารถนำเมล็ดไปใช้ในการเพาะปลูกหมากเหลืองต่อไปได้อีกด้วยครับ

การปลูกหมากเหลืองสามารถทำได้ 2 แบบ คือ การเพาะเมล็ด และการแยกหน่อปลูก แต่วิธีที่นิยมปลูกกันมากที่สุดก็ คือ วิธีการเพาะเมล็ด เพราะทำให้ได้ต้นหมากเหลืองที่แข็งแรงและทนต่อโรคได้ดี โดยสามารถปลูกลงแปลง หรือ เพาะใส่กระบะเพาะพันธุ์พืชก่อนก็ได้ หากปลูกลงแปลงจะต้องไถกลบวัชพืชและตากแดดดินไว้เป็นเวลา 14 วันเพื่อกำจัดวัชพืชในดินก่อนจากนั้นจึงใส่ปุ๋ยคอกเล็กน้อยและพรวนดินให้เข้ากันก่อนที่จะหว่านเมล็ดลงไปหรือจะปลูกเป็นแถวโดยใส่เมล็ดในหลุมละ 3-4 เมล็ดก็ได้ หรือจะใช้วิธีการปลูกลงกระถางเลยก็ได้ครับโดยจะต้องผสมดินร่วนกับแกลบดำและปุ๋ยคอกในปริมาณที่พอเหมาะจากนั้นก็นำเมล็ดใส่ในกระถางละ 3-4 เมล็ด วิธีการดูแลเพียงแค่รดน้ำทุกๆ 5 ถึง 7 วันผักปลูกในแปลงแต่ถ้าปลูกไว้ในกระถางแล้วก็จะต้องรดน้ำทุกๆ 3-4 วัน เพาะการปลูกหมากเหลืองไว้ในกระถางนั้น จะทำให้พืชกักเก็บความชื้นได้น้อยลงจึงต้องหมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอครับ และสามารถใส่ปุ๋ยได้ 2 ครั้งต่อปีโดยจะใช้ปุ๋ยคอกแล้วปุ๋ยเคมีบ้างเพียงเล็กน้อยครับ

blog.arda.or.th