โครงการทุนปริญญาตรีเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่

โรคราสนิมขาว

แม้โรคราสนิมขาว จะไม่ได้เป็นโรคพืชที่สร้างความเสียหายให้กับพืชอย่างรุนแรงเหมือนโรคอื่นๆ ถึงขั้นเหี่ยวเฉาและตายลงได้ แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญใจให้กับเพื่อนๆ เกษตรกรได้ไม่น้อย เพราะผลกระทบจากโรคราสนิมขาวอาจทำให้พืชผักที่ปลูกมีราคาลดลงได้ เพราะจะทำให้พืชผักมีใบที่มีร่องรอยเชื้อรา ไม่สวย ไม่น่ารับประทาน ทำให้ผลผลิตที่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดน้อยลง ก่อให้เกิดปัญหากับเราได้โดยตรงเลยครับ

โรคราสนิมขาว

โรคราสนิมขาว เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งจะค่อยๆสร้างสปอร์บนใบพืชขึ้น ซึ่งสปอร์ดังกล่าวจะมีขนาดเล็กมากและมีลักษณะสีขาว เมื่อราชนิดนี้สร้างสปอร์เป็นจำนวนมากเพียงพอ จะทำให้เราสามารถมองเห็นบนใบพืชผักต่างๆด้วยตาเปล่า โดยโรคราสนิมขาวยังสามารถแพร่กระจายไปยังพืชทั่วทั้งแปลงได้จากแมลง รวมทั้งลมฝนที่พัดพาสปอร์เชื้อราไปติดต้นพืชที่ปลูกต้นอื่นได้เมื่อมีสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการระบาด โดยเฉพาะสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนหรือช่วงฤดูหนาวที่ทำให้บริเวณแปลงผักที่เพาะปลูกมีความชื้นสูง เมื่อต้นพืชบริเวณดังกล่าวติดโรคราสนิมขาวด้วยแล้วก็จะค่อยๆแสดงอาการออกมาภายในเวลาไม่นาน

ลักษณะของพืชพันธุ์ที่ติดโรคราสนิมขาวนั้น ใบพืชจะมีลักษณะเป็นจุดสีขาวอมเหลืองมีจุดบนใบจำนวนมาก เมื่อคว่ำหลังใบจะเห็นจุดดังกล่าวเป็นสีขาวคล้ายแป้ง มียางสีชมพูเล็กน้อยสามารถแพร่กระจายระบาดไปยังต้นอื่นได้ วิธีการป้องกันและกำจัดในกรณีที่เราพบเจอโรคราสนิมแสดงอาการบนใบผักหรือพืชที่ปลูก ให้ทำการตัดแต่งกิ่งใบนั้นเอาออกไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคราสนิม และควรรดน้ำต้นไม้หรือแปลงผักที่ปลูก เฉพาะเวลากลางวัน โดยให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความชื้นในพื้นดิน โคนต้นไม้และอากาศในบริเวณที่ปลูกได้

ขณะเดียวกันเพื่อนๆ เกษตรควรหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงเกษตรอย่างสม่ำเสมอ เพราะวัชพืชอาจติดโรคดังกล่าวและนำมาแพร่พันธุ์โรคสู่ผักผลไม้ที่เราปลูกได้ครับ แต่หากพืชดังกล่าวติดโรคราสนิมขาวแล้วก็อาจรักษาได้ด้วยสารเคมีในปริมาณพอเหมาะ โดยอาจจะใช้คลอรานิล 100 กรัมผสมกับน้ำเปล่า 1 ลิตรฉีดพ่นบริเวณต้นที่ติดโรคสนิมขาวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยใช้กับต้นพืชที่เจริญเติบโตแล้ว ไม่ควรใช้ในต้นกล้าหรือต้นอ่อนที่เพาะปลูกเพราะอาจจะทำให้ต้นกล้าอ่อนแอและตายลงได้ หรือจะเลือกใช้วิธีการทางธรรมชาติ โดยอาจจะใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดไล่แมลงต่างๆ ด้วยก็ได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันและรักษาโรคราสนิมขาวได้แล้วครับ

blog.arda.or.th